ค่าล่วงเวลาและค่าทำงานในวันหยุดในประเทศไทย

อัตราคูณไม่ใช่เรื่องยาก เรื่องยากคือการเลือกว่าจะใช้อัตราใด ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าจ่ายค่าจ้างแบบใดและทำงานในวันหยุดประเภทไหน และการเลือกผิดคือความผิดพลาดด้านเงินเดือนที่พบบ่อยที่สุดในประเทศไทย

คำนวณค่าจ้าง

กรอกรูปแบบการจ่ายค่าจ้างและจำนวนชั่วโมงที่ทำงาน ระบบจะเลือกอนุมาตราที่ถูกต้องให้และแสดงว่าใช้อนุมาตราใด

ข้อนี้ไม่ใช่เรื่องรูปแบบ แต่เป็นตัวกำหนดวิธีหาอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง และในวันหยุดประจำสัปดาห์ยังกำหนดด้วยว่าจะใช้อัตราคูณใด

มาตรา 68 แปลงเป็นอัตราต่อชั่วโมงโดยหารด้วย 30 คูณจำนวนชั่วโมงทำงานปกติต่อวัน เลข 30 เป็นตัวเลขที่กฎหมายกำหนดไว้ตายตัว ไม่ใช่จำนวนวันในเดือนนั้น

ใช้หาอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง เวลาทำงานปกติต้องไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน หรือ 7 ชั่วโมงสำหรับงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

มาตรา 23 กำหนดเพดานที่ต่ำกว่าสำหรับงานอันตราย การทำงานล่วงเวลาจึงเริ่มเร็วขึ้นหนึ่งชั่วโมง

ใช้หลักเกณฑ์ค่าล่วงเวลาและค่าทำงานในวันหยุดตามปกติเต็มรูปแบบ

ข้อนี้สำคัญไม่แพ้ฐานการจ่ายค่าจ้าง วันหยุดประจำสัปดาห์มีผลต่างจากวันหยุดตามประเพณีและวันหยุดพักผ่อนประจำปี

ห้ามให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลา เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราว ๆ ไป ข้อสัญญาที่ให้ความยินยอมไว้ล่วงหน้าเป็นการทั่วไปไม่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 24 ทั้งนี้ไม่ต้องขอความยินยอมสำหรับงานที่มีลักษณะต้องทำติดต่อกันซึ่งหากหยุดจะเสียหาย หรืองานฉุกเฉิน แต่หน้าที่จ่ายค่าล่วงเวลายังคงอยู่ในทุกกรณี

อัตราตามกฎหมาย

ทำงานเมื่อใดอัตรา
ทำงานล่วงเวลาในวันทำงาน — มาตรา 611.5 เท่า
ทำงานในวันหยุด กรณีลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุด — มาตรา 62 (1)เพิ่มอีก 1 เท่า
ทำงานในวันหยุด กรณีลูกจ้างไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุด — มาตรา 62 (2)2 เท่า
ทำงานล่วงเวลาในวันหยุด — มาตรา 633 เท่า

แต่ละอัตราคูณกับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงาน หรืออัตราต่อหน่วยสำหรับงานที่คิดตามผลงาน ทั้งสี่อัตราเป็นขั้นต่ำ สัญญาจ้างหรือข้อบังคับอาจกำหนดสูงกว่าได้แต่ต่ำกว่าไม่ได้ ทั้งนี้มาตรา 61 62 63 และ 68 ไม่เคยถูกแก้ไข ยังคงเป็นตัวบทเดิมตามพระราชบัญญัติ พ.ศ. 2541

เหตุใดลูกจ้างสองคนที่ทำงานวันหยุดเหมือนกันจึงได้รับค่าจ้างต่างกัน

มาตรา 62 แบ่งเป็นสองอนุมาตรา ลูกจ้างที่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุดจะได้รับเพิ่มอีกหนึ่งเท่าของอัตราต่อชั่วโมง เพราะค่าจ้างของวันนั้นได้จ่ายอยู่แล้ว ส่วนลูกจ้างที่ไม่มีสิทธิจะได้รับสองเท่าและไม่มีเงินอื่นสำหรับวันนั้นอีก หากทำงานเต็มเวลาทำงานปกติทั้งวัน ผลรวมทางเศรษฐกิจของทั้งสองอนุมาตราจะเท่ากัน ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมการจ่ายลูกจ้างเงินเดือนสองเท่าเพิ่มจากเงินเดือนจึงเป็นความผิดพลาดคลาสสิกและทำให้จ่ายเกินไปครึ่งหนึ่ง แต่หากทำงานไม่เต็มวัน ผลรวมจะไม่เท่ากัน เพราะลูกจ้างเงินเดือนยังได้ค่าจ้างเต็มวัน ขณะที่อีกฝ่ายได้ตามชั่วโมงที่ทำจริง

มาตรา 56 คือตัวสลับ มาตรานี้กำหนดให้จ่ายค่าจ้างเท่ากับวันทำงานสำหรับวันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี และวันหยุดพักผ่อนประจำปี แต่เฉพาะวันหยุดประจำสัปดาห์มีข้อยกเว้นสำหรับลูกจ้างที่ได้รับค่าจ้างรายวัน รายชั่วโมง หรือตามผลงาน ส่วนวันหยุดตามประเพณีและวันหยุดพักผ่อนประจำปีไม่มีข้อยกเว้นดังกล่าว

ดังนั้นลูกจ้างรายวันที่ทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์จะเข้าอนุมาตราที่สองและได้รับสองเท่า แต่ลูกจ้างคนเดียวกันที่ทำงานในวันหยุดตามประเพณีจะมีสิทธิได้รับค่าจ้างของวันนั้นตามมาตรา 56 (2) จึงเข้าอนุมาตราแรกและได้รับเพิ่มอีกหนึ่งเท่า ส่วนลูกจ้างเงินเดือนมีสิทธิในวันหยุดทั้งสามประเภทและอยู่ในอนุมาตราแรกเสมอ

วิธีหาอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง

สำหรับลูกจ้างรายเดือน มาตรา 68 ให้นำค่าจ้างรายเดือนหารด้วย 30 คูณจำนวนชั่วโมงทำงานโดยเฉลี่ยในวันทำงาน เลข 30 เป็นตัวเลขที่กฎหมายกำหนดไว้ตายตัว ไม่ใช่จำนวนวันในเดือน มาตรา 68 เขียนขึ้นเพื่อคำนวณค่าล่วงเวลาและค่าทำงานในวันหยุด และไม่ใช่ฐานอ้างอิงสำหรับแปลงเงินเดือนเป็นอัตรารายวันเพื่อคำนวณค่าชดเชย เพราะค่าชดเชยใช้มาตรวัดคนละอย่าง คือจำนวนวันของอัตราค่าจ้างครั้งสุดท้ายตามมาตรา 118

สำหรับลูกจ้างรายวันหรือรายชั่วโมง พระราชบัญญัติไม่ได้กำหนดตัวหารไว้ ค่าจ้างรายชั่วโมงเป็นอัตราที่มาตราต่าง ๆ อ้างถึงอยู่แล้ว ส่วนค่าจ้างรายวันต้องหารด้วยชั่วโมงทำงานปกติ ซึ่งเป็นผลจากนิยามค่าจ้างในวันทำงานตามมาตรา 5 ที่หมายถึงค่าจ้างสำหรับเวลาทำงานปกติเต็มเวลา จึงเป็นการตีความจากตัวบทมากกว่าตัวเลขที่กฎหมายระบุไว้ตรง ๆ เครื่องมือนี้จึงแจ้งไว้บนหน้าผลลัพธ์แทนที่จะนำเสนอว่าเป็นมาตรา 68

ใครอยู่นอกหลักเกณฑ์ค่าล่วงเวลา

มาตรา 65 ตัดสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาและค่าล่วงเวลาในวันหยุดของลูกจ้างเก้ากลุ่ม ขอบเขตแคบกว่าที่มักเข้าใจกัน และไม่กระทบค่าทำงานในวันหยุดตามปกติ ยกเว้นกรณีเดียว

  • มาตรา 65 (1) ลูกจ้างซึ่งมีอำนาจกระทำการแทนนายจ้างในการจ้าง ให้บำเหน็จ หรือเลิกจ้าง อาวุโส ชื่อตำแหน่ง และเงินเดือนไม่เกี่ยวข้อง สิ่งที่พิจารณาคืออำนาจที่มีอยู่จริง กลุ่มนี้เป็นกลุ่มเดียวที่เสียค่าทำงานในวันหยุดด้วย และเป็นเพราะมาตรา 66 กำหนดไว้ และเฉพาะกรณีที่นายจ้างไม่ได้ตกลงจ่าย
  • มาตรา 65 (2) งานเร่ขายหรือชักชวนซื้อสินค้าที่นายจ้างจ่ายค่านายหน้า ไม่ได้รับค่าล่วงเวลา แต่ยังคงได้รับค่าทำงานในวันหยุดตามมาตรา 62 เต็มจำนวน
  • มาตรา 65 (3) ถึง (9) งานขบวนการจัดขบวนรถไฟ งานที่ทำนอกสถานที่ของนายจ้าง งานเฝ้าดูแลสถานที่ซึ่งไม่ใช่หน้าที่ปกติ งานฉุกเฉิน และกลุ่มอื่นที่ระบุไว้ ลูกจ้างกลุ่มนี้ไม่ได้รับค่าล่วงเวลาโดยตรง แต่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนเท่ากับหนึ่งเท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ และยังคงได้รับค่าทำงานในวันหยุด

มีหนึ่งกลุ่มที่เปลี่ยนไปแล้วและมีความสำคัญ กฎกระทรวงที่กำหนดให้งานเฝ้าดูแลสถานที่ซึ่งเป็นหน้าที่ปกติอยู่ในมาตรา 65 (9) ถูกยกเลิกโดยมีผลราววันที่ 25 เมษายน 2569 พนักงานรักษาความปลอดภัยที่มีหน้าที่ปกติคือการเฝ้าดูแลจึงไม่ถูกตัดสิทธิด้วยเหตุนั้นอีกต่อไป และคำตอบที่เป็นศูนย์ใช้ไม่ได้กับกลุ่มนี้ ทั้งนี้มีกฎกระทรวง พ.ศ. 2568 อีกฉบับกำหนดค่าล่วงเวลา 1.25 เท่าและค่าล่วงเวลาในวันหยุด 2.5 เท่าสำหรับงานบริการบางประเภท ส่วนที่ว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยที่มีหน้าที่ปกติจะเข้าลักษณะงานดังกล่าวหรือไม่ยังเป็นประเด็นที่ไม่ยุติ เครื่องมือนี้ไม่ได้วินิจฉัยประเด็นดังกล่าว หากเลือก “ไม่อยู่ในกลุ่มใด” ระบบจะใช้อัตราเต็มตามมาตรา 61 และ 63 ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าในสองคำตอบที่เป็นไปได้

ข้อจำกัดที่เครื่องมือนี้ไม่ได้บังคับให้

  • เวลาทำงานปกติต้องไม่เกินแปดชั่วโมงต่อวันและสี่สิบแปดชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือเจ็ดชั่วโมงและสี่สิบสองชั่วโมงสำหรับงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือความปลอดภัย ชั่วโมงที่เกินจากนั้นถือเป็นการทำงานล่วงเวลา
  • การทำงานล่วงเวลารวมกับการทำงานในวันหยุดต้องไม่เกินสามสิบหกชั่วโมงต่อสัปดาห์ มาตรา 26 ไม่ได้ระบุตัวเลขไว้เอง แต่มอบให้กฎกระทรวงกำหนด จึงควรอ้างอิงตัวเลขนี้กับกฎกระทรวง ไม่ใช่กับตัวมาตรา
  • ต้องจัดให้มีเวลาพักไม่น้อยกว่าหนึ่งชั่วโมงหลังจากทำงานติดต่อกันไม่เกินห้าชั่วโมง และไม่น้อยกว่ายี่สิบนาทีก่อนเริ่มทำงานล่วงเวลาที่ต่อเนื่องจากเวลาทำงานปกติตั้งแต่สองชั่วโมงขึ้นไป
  • การทำงานล่วงเวลาต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราว ๆ ไป ส่วนงานใดมีลักษณะต้องทำติดต่อกันจริงหรือเป็นงานฉุกเฉินซึ่งไม่ต้องขอความยินยอมนั้น เป็นข้อเท็จจริงที่เครื่องมือนี้วินิจฉัยแทนไม่ได้

ค่าล่วงเวลาและค่าทำงานในวันหยุด

฿2,875

คำนวณจากอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงาน ฿125

ค่าล่วงเวลา มาตรา 6110 ชั่วโมง × 1.5×฿1,875
ค่าทำงานในวันหยุด มาตรา 628 ชั่วโมง × 1×฿1,000
ค่าล่วงเวลาในวันหยุด มาตรา 630 ชั่วโมง × 3×฿0
รวมทั้งสิ้น฿2,875

ใช้อนุมาตราใด

มาตรา 62 (1) เพิ่มอีกหนึ่งเท่า

ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุดนี้ ค่าจ้างของวันดังกล่าวจึงต้องจ่ายอยู่แล้ว และค่าทำงานในวันหยุดเป็นเงินที่จ่ายเพิ่มขึ้นจากนั้น

เวลาทำงานปกติตามข้อเท็จจริงนี้ 8 ชั่วโมงต่อวัน 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ส่วนที่เกินถือเป็นการทำงานล่วงเวลา

ติดต่อทีม HR ของเราค่าชดเชยและเงินงวดสุดท้าย

คำถามที่พบบ่อย

แหล่งอ้างอิง

ตรวจทานเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 กับพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ฉบับที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีการวบรวมไว้ ปรับปรุงถึงพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568 ทั้งนี้มาตรา 61 62 63 และ 68 ไม่มีเชิงอรรถการแก้ไข จึงเป็นตัวบทเดิมตามที่ตราไว้

เครื่องมือนี้นำเสนอบทบัญญัติของกฎหมายไทยและคำนวณจากบทบัญญัติดังกล่าว ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย ไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างทนายความกับลูกความ และไม่ได้คำนึงถึงสัญญาจ้าง ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หรือข้อตกลงสภาพการจ้าง ซึ่งอาจกำหนดสูงกว่าขั้นต่ำตามกฎหมาย ส่วนที่ว่าลูกจ้างรายใดอยู่ในกลุ่มตามมาตรา 65 หรือไม่ และงานใดมีลักษณะต้องทำติดต่อกันหรือเป็นงานฉุกเฉินหรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงที่เครื่องมือนี้วินิจฉัยแทนไม่ได้ กรุณาปรึกษาทนายความที่มีใบอนุญาตในประเทศไทยก่อนใช้ตัวเลขเหล่านี้

งานเงินเดือนที่เลือกอนุมาตราถูกต้องทุกครั้ง

ข้อพิพาทเรื่องค่าล่วงเวลาในไทยส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่อัตราคูณ แต่อยู่ที่ว่าใช้อนุมาตราใด ความยินยอมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และลูกจ้างอยู่ในมาตรา 65 หรือไม่ ทีม Payroll ของเราใช้หลักเกณฑ์เหล่านี้กับพนักงานทั้งแบบเงินเดือน รายวัน และตามผลงาน พร้อมจัดทำเอกสารรองรับฐานการคำนวณของแต่ละคน